- คนไทยในเมืองขาดวิตามิน D ได้แม้อยู่ในเมืองร้อน — เพราะทำงานในอาคาร ใช้ครีมกันแดด SPF สูง และสวมเสื้อผ้ามิดชิดตลอดวัน
- วิตามิน D ควบคุมมากกว่าแค่กระดูก — ส่งผลต่อภูมิคุ้มกัน ฮอร์โมน อารมณ์ สมอง และการป้องกันโรคเรื้อรังหลายชนิด
- อาการขาดมักถูกเข้าใจผิด — เหนื่อยล้า ปวดกระดูก ป่วยบ่อย ซึมเศร้า และภูมิคุ้มกันอ่อนแอ คล้ายความเครียดหรือนอนไม่พอ
- ระดับเป้าหมาย 40–60 ng/mL — แต่ต้องตรวจเลือดก่อนเสริม เพราะการเสริมโดยไม่รู้ระดับเสี่ยงสะสมเกินและทำให้แคลเซียมสูง
- Thrive ตรวจ วางแผน และติดตามผล — ปรับโดสเสริมตามระดับจริงของคุณ ไม่ใช่สูตรทั่วไป
แดดมี แต่ร่างกายไม่ได้รับ
วิตามิน D สังเคราะห์ได้จากรังสี UVB ที่กระทบผิวหนังโดยตรง แต่วิถีชีวิตคนเมืองปิดกั้นสิ่งนี้ไว้ทั้งหมด
กระจกอาคารและรถกรองรังสี UVB ออกทั้งหมด ได้แดดในอาคาร = ไม่สังเคราะห์วิตามิน D
SPF 15 กรอง UVB ได้ 93% SPF 30 กรองได้ 97% ป้องกันมะเร็งผิวหนังได้ แต่หยุดการสังเคราะห์วิตามิน D
ผิวที่รับแสงน้อย ผลิตวิตามิน D ได้น้อยตามไปด้วย ต้องรับแสงบริเวณแขนขาอย่างน้อย 15–30 นาที/วัน
แหล่งอาหาร เช่น ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ไข่แดง ไม่ใช่อาหารที่กินบ่อยในชีวิตประจำวันของคนไทย
สัญญาณของภาวะพร่องวิตามิน D
หลายอาการเหล่านี้คล้ายกับความเครียดหรือการนอนน้อย ทำให้มักถูกมองข้ามหรือไม่ได้รับการวินิจฉัย
วิตามิน D มีบทบาทในการสร้างพลังงานระดับเซลล์ ขาดแล้วรู้สึกหมดแรงตลอดเวลา
วิตามิน D ควบคุมการดูดซึมแคลเซียม ขาดแล้วกระดูกและกล้ามเนื้ออ่อนแอลง
วิตามิน D กระตุ้น Antimicrobial Peptides ในเซลล์ภูมิคุ้มกัน ขาดแล้วติดเชื้อง่ายขึ้น
VDR receptors พบในสมอง วิตามิน D มีส่วนในการผลิต Serotonin ขาดแล้วอารมณ์ตก
วิตามิน D ต่ำสัมพันธ์กับประสิทธิภาพสมองที่ลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 40 ปีขึ้นไป
งานวิจัยพบความสัมพันธ์ระหว่างวิตามิน D ต่ำกับการนอนหลับไม่ลึกและตื่นกลางดึก
ระดับวิตามิน D — คุณอยู่ตรงไหน?
การแปลผล 25-OH Vitamin D (หน่วย ng/mL) ตามแนวทาง Endocrine Society
< 20
ขาดรุนแรง
Deficiency — ต้องเสริมทันที มีความเสี่ยงต่อกระดูกและภูมิคุ้มกัน
20–29
ไม่เพียงพอ
Insufficiency — ควรเสริมและติดตามระดับ
40–60
ระดับเหมาะสม
Optimal — เป้าหมายที่ต้องการ ร่างกายทำงานได้เต็มที่
> 100
สูงเกินไป
Toxicity Risk — แคลเซียมอาจสูง ต้องปรึกษาแพทย์
💡 หมายเหตุ: ค่า “ปกติ” ในรายงานแล็บทั่วไปมักตั้งไว้ที่ >30 ng/mL ซึ่งต่ำกว่าระดับเหมาะสม (40–60 ng/mL) หลายคนจึงได้รับผลว่า “ปกติ” แต่ยังขาดอยู่จริง
เมื่อวิตามิน D อยู่ในระดับเหมาะสม
เพิ่มการดูดซึมแคลเซียมในลำไส้ ลดความเสี่ยงกระดูกพรุนและกล้ามเนื้ออ่อนแรง
กระตุ้น T-cell และ Macrophage ช่วยลดความเสี่ยงติดเชื้อทางเดินหายใจและโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง
วิตามิน D ช่วยควบคุมความดันโลหิตผ่าน Renin-Angiotensin System ลดการอักเสบในหลอดเลือด
งานวิจัยพบความสัมพันธ์ระหว่างวิตามิน D เพียงพอกับความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านม และมะเร็งต่อมลูกหมากที่ลดลง
วิตามิน D มีส่วนในการควบคุม Insulin Sensitivity ระดับที่เหมาะสมช่วยลดความเสี่ยงเบาหวานชนิดที่ 2
ตรวจและเสริมอย่างถูกวิธี
ตรวจเลือด 25-OH Vitamin D
เจาะเลือด 1 หลอด ไม่ต้องอดอาหาร ทราบระดับวิตามิน D สะสมในร่างกายจริง ๆ ไม่ใช่แค่ที่รับประทานเข้าไปล่าสุด
แพทย์แปลผลและวางแผน
หมอนุ่นพิจารณาระดับที่ได้ร่วมกับอาการ น้ำหนักตัว และโรคประจำตัว เพื่อกำหนดขนาดและรูปแบบการเสริมที่เหมาะสม
เสริมวิตามิน D ในปริมาณที่แม่นยำ
เลือกรูปแบบที่เหมาะ ทั้ง Oral Supplement (D3 พร้อม K2), IM Injection สำหรับกรณีดูดซึมต่ำ หรือ IV Drip สำหรับการโหลดเร็ว
ตรวจซ้ำหลัง 8–12 สัปดาห์
ติดตามระดับที่เปลี่ยนแปลง ปรับขนาดให้อยู่ในช่วงเหมาะสม ป้องกันทั้งการขาดและการสะสมเกิน
รู้ระดับวิตามิน D จริงของคุณ — ไม่ต้องเดา
ตรวจเลือด 1 หลอด วางแผนเสริมอย่างถูกต้อง ไม่มากไม่น้อย
อ้างอิงทางวิทยาศาสตร์
- Holick MF. “Vitamin D deficiency.” N Engl J Med. 2007;357(3):266–281. PMID: 17634462
- Holick MF et al. “Evaluation, treatment, and prevention of vitamin D deficiency: an Endocrine Society Clinical Practice Guideline.” J Clin Endocrinol Metab. 2011;96(7):1911–1930. PMID: 21646368
- Pludowski P et al. “Vitamin D supplementation guidelines.” J Steroid Biochem Mol Biol. 2018;175:125–135. PMID: 28216084
- Forrest KY, Stuhldreher WL. “Prevalence and correlates of vitamin D deficiency in US adults.” Nutr Res. 2011;31(1):48–54. PMID: 21310306