RED-S คืออะไร — ภาวะที่นักกีฬาไทยแทบไม่รู้จัก แต่เสี่ยงทุกคนที่ซ้อมหนัก
สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้
- RED-S (Relative Energy Deficiency in Sport) คือภาวะที่ร่างกายได้รับพลังงานจากอาหารไม่พอกับที่ใช้ไปในการซ้อมและใช้ชีวิตประจำวัน
- เดิมเรียกว่า "Female Athlete Triad" แต่ถูกปรับชื่อในปี 2014 เพราะพบว่าผู้ชายก็เป็นได้เช่นกัน ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะนักกีฬาหญิง
- RED-S กระทบหลายระบบพร้อมกัน ทั้งฮอร์โมนสืบพันธุ์ ความหนาแน่นของกระดูก ภูมิคุ้มกัน และการทำงานของหัวใจ ไม่ใช่แค่เรื่องประจำเดือนขาด
- ในผู้ชาย RED-S แสดงออกเป็นเทสโทสเตอโรนต่ำที่ไม่เกี่ยวกับอายุ ผ่านกลไกเดียวกับที่ทำให้ผู้หญิงประจำเดือนขาด
- สังเกตยากเพราะคนที่เป็น RED-S มักดูฟิตและมีวินัยการซ้อมดี ทำให้ปัญหาถูกมองข้ามจนกว่าจะแสดงอาการชัดเจน
ประเมินและรักษาภาวะต่อมหมวกไตล้า — cortisol, HPA axis, และความเหนื่อยล้าเรื้อรัง
นัดตรวจที่ Thrive →RED-S คือภาวะที่ร่างกายได้รับพลังงานจากอาหารไม่พอกับที่ใช้ไปในการซ้อมและใช้ชีวิตประจำวัน ส่งผลกระทบต่อฮอร์โมน กระดูก ภูมิคุ้มกัน และหัวใจพร้อมกัน เกิดได้กับนักกีฬาทุกเพศ แต่แทบไม่มีใครในไทยรู้จักชื่อนี้เลย
RED-S คืออะไร (นิยามตรงจากงานวิจัย)
RED-S ย่อมาจาก Relative Energy Deficiency in Sport คณะทำงานผู้เชี่ยวชาญของ International Olympic Committee (IOC) นิยามภาวะนี้ว่าเป็นความบกพร่องของการทำงานทางสรีรวิทยาหลายระบบพร้อมกัน ซึ่งเกิดจากภาวะพลังงานไม่พอ (Low Energy Availability) รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงความบกพร่องของอัตราการเผาผลาญ การทำงานของประจำเดือน สุขภาพกระดูก ภูมิคุ้มกัน การสังเคราะห์โปรตีน และสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด [1]
พูดง่ายๆ คือเมื่อร่างกายได้รับพลังงานจากอาหารไม่พอกับที่ใช้ไปในการซ้อมต่อเนื่องเป็นเวลานาน ร่างกายจะเริ่ม "ตัดงบ" ระบบที่ไม่จำเป็นต่อการเอาชีวิตรอดทันที เพื่อประหยัดพลังงานไว้ใช้กับอวัยวะสำคัญก่อน ระบบที่มักถูกตัดงบก่อนคือระบบสืบพันธุ์ กระดูก และภูมิคุ้มกัน
Key finding: ต้นเหตุของ RED-S ไม่ใช่ "ซ้อมหนักเกินไป" อย่างเดียว แต่คือช่องว่างระหว่างพลังงานที่ได้รับกับพลังงานที่ใช้ไป คนที่ซ้อมหนักมากแต่กินเพียงพอ อาจไม่เป็น RED-S เลย ในขณะที่คนที่ซ้อมปานกลางแต่กินน้อยเกินไปต่อเนื่อง อาจเป็น RED-S ได้เช่นกัน [1]
ไม่ใช่แค่นักกีฬาหญิง — ผู้ชายก็เป็นได้
ก่อนปี 2014 ภาวะนี้ถูกเรียกว่า "Female Athlete Triad" ซึ่งครอบคลุมเฉพาะพลังงานไม่พอ ประจำเดือนขาด และความหนาแน่นกระดูกลดลงในนักกีฬาหญิงเท่านั้น
คณะทำงาน IOC ทบทวนหลักฐานและพบว่ากลไกเดียวกันเกิดขึ้นในนักกีฬาชายได้เช่นกัน จึงเปลี่ยนชื่อและขยายนิยามเป็น RED-S ในปี 2014 เพื่อครอบคลุมนักกีฬาทุกเพศ [2] ในผู้ชาย ภาวะพลังงานไม่พอจะไปกดการทำงานของฮอร์โมนกระตุ้นจากต่อมใต้สมอง ทำให้เทสโทสเตอโรนลดลง แทนที่จะแสดงออกเป็นประจำเดือนขาดแบบในผู้หญิง [3]
สำคัญ: เพราะผู้ชายไม่มีประจำเดือนเป็นตัวบ่งชี้ที่สังเกตได้ชัดเหมือนผู้หญิง RED-S ในนักกีฬาชายจึงถูกมองข้ามได้ง่ายกว่ามาก กว่าจะรู้ตัวมักผ่านไปหลายเดือนแล้ว
RED-S กระทบร่างกายกี่ระบบ
จุดที่ทำให้ RED-S ต่างจากความเหนื่อยล้าทั่วไปคือมันกระทบหลายระบบพร้อมกัน ไม่ใช่แค่ระบบเดียว
| ระบบที่กระทบ | ผลที่เกิดขึ้น |
|---|---|
| ฮอร์โมนสืบพันธุ์ | ประจำเดือนขาด (หญิง) / เทสโทสเตอโรนต่ำ (ชาย) |
| กระดูก | ความหนาแน่นกระดูกลดลง เสี่ยงกระดูกหักจากความเครียดสะสม (Stress Fracture) |
| ภูมิคุ้มกัน | ป่วยง่ายขึ้น ฟื้นตัวจากการเจ็บป่วยช้าลง |
| เมตาบอลิซึม | อัตราการเผาผลาญพื้นฐานลดลง |
| หัวใจและหลอดเลือด | การทำงานของหัวใจและหลอดเลือดผิดปกติในระยะยาว |
การที่ระบบเหล่านี้กระทบพร้อมกันคือเหตุผลที่ RED-S ต้องได้รับการดูแลแบบองค์รวม ไม่ใช่แก้ทีละอาการ
สัญญาณที่ร่างกายส่งมา
RED-S สังเกตยากเพราะคนที่เป็นมักดูฟิตและมีวินัยการซ้อมดี สัญญาณที่ควรระวังมีดังนี้:
- ประจำเดือนมาไม่ปกติหรือขาดหายไป (ผู้หญิง) หรือความต้องการทางเพศลดลงชัดเจน (ผู้ชาย)
- ผลการซ้อมหรือแข่งแย่ลง ทั้งที่ซ้อมหนักขึ้นและมีวินัยมากขึ้น
- ป่วยบ่อยกว่าปกติ หรือแผลเล็กน้อยหายช้ากว่าเดิม
- อารมณ์แปรปรวน สมาธิลดลง หรือหมกมุ่นกับอาหารและน้ำหนักตัวมากผิดปกติ
- กระดูกหักจากความเครียดสะสม (Stress Fracture) โดยไม่มีอุบัติเหตุชัดเจน
ทำไมนักกีฬาไทยมักไม่รู้ตัว
สาเหตุหลักคือคำว่า RED-S แทบไม่เคยถูกพูดถึงในสื่อสุขภาพไทยเลย ต่างจากคำว่า "Overtraining" ที่พอมีคนรู้จักบ้าง ทำให้นักกีฬาที่ซ้อมหนักและคุมอาหารไปพร้อมกันไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเข้าข่าย RED-S เพราะไม่รู้จักชื่อภาวะนี้มาก่อน
อีกสาเหตุคือค่านิยม "ยิ่งผอมยิ่งฟิต ยิ่งกินน้อยยิ่งมีวินัย" ทำให้การกินน้อยกว่าที่ร่างกายต้องการถูกมองเป็นเรื่องดีแทนที่จะเป็นสัญญาณเตือน โดยเฉพาะในกีฬาที่เน้นรูปร่างฟิตอย่าง HYROX หรือกีฬาที่ต้องควบคุมน้ำหนัก
ผลกระทบระยะยาวถ้าไม่จัดการ
ถ้าปล่อย RED-S ไว้โดยไม่จัดการ ผลกระทบไม่ได้หยุดแค่ผลงานการซ้อมที่แย่ลง แต่สะสมเป็นความเสียหายระยะยาวได้
ความหนาแน่นกระดูกที่ลดลงต่อเนื่องเพิ่มความเสี่ยงกระดูกหักจากความเครียดสะสม ซึ่งอาจทำให้ต้องหยุดซ้อมนานกว่าที่คิด ส่วนผลกระทบต่อหัวใจและหลอดเลือดในระยะยาวเป็นสิ่งที่คณะทำงาน IOC เน้นย้ำว่าร้ายแรงและอาจส่งผลต่อสุขภาพตลอดชีวิต ไม่ใช่แค่ปัญหาชั่วคราวในช่วงซ้อมหนัก [1]
ตรวจและรับมืออย่างไร
การจัดการ RED-S เริ่มจากการยอมรับว่าพลังงานที่ได้รับไม่พอ ไม่ใช่การซ้อมหนักเกินไปเพียงอย่างเดียว การตรวจที่แนะนำครอบคลุม:
- ฮอร์โมนสืบพันธุ์ — Estradiol, Progesterone, FSH, LH (หญิง) หรือ Testosterone, LH, FSH (ชาย)
- ฮอร์โมนความเครียด — Cortisol, DHEAS
- ความหนาแน่นกระดูก — โดยเฉพาะในรายที่มีประวัติกระดูกหักจากความเครียดสะสม
- การประเมินพลังงานที่ได้รับเทียบกับที่ใช้ไป — ร่วมกับนักโภชนาการหรือแพทย์
การแก้ไขหลักคือเพิ่มพลังงานที่ได้รับให้เพียงพอ ไม่ใช่แค่ลดปริมาณการซ้อมลงอย่างเดียว เพราะถ้ายังกินไม่พอ ปัญหาจะไม่หายไปแม้ซ้อมเบาลง
สิ่งที่แพทย์ Thrive พบจากเคสจริง
"RED-S เป็นภาวะที่ผมอยากให้คนไทยรู้จักมากขึ้น เพราะคนไข้ที่ซ้อมหนักและคุมอาหารไปพร้อมกันมักไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเข้าข่าย เพราะภายนอกดูฟิตและมีวินัยดีมาก กว่าจะมาหาเราก็มักมีอาการหลายอย่างพร้อมกันแล้ว ทั้งประจำเดือนขาด ผลงานตก และป่วยบ่อยขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการตรวจแต่เนิ่นๆ ก่อนที่ร่างกายจะสะสมความเสียหายในหลายระบบพร้อมกัน"
— นายแพทย์พิจักษณ์ วงศ์วิศิษฎ์ (หมอบาย), Preventive & Regenerative Medicine, Thrive Wellness Center
References
[1] Mountjoy, M., Sundgot-Borgen, J., Burke, L., et al. (2018). International Olympic Committee (IOC) Consensus Statement on Relative Energy Deficiency in Sport (RED-S): 2018 Update. International Journal of Sport Nutrition and Exercise Metabolism, 28(4), 316–331. https://journals.humankinetics.com/abstract/journals/ijsnem/28/4/article-p316.xml
[2] Mountjoy, M., Sundgot-Borgen, J., Burke, L., et al. (2014). The IOC consensus statement: beyond the Female Athlete Triad—Relative Energy Deficiency in Sport (RED-S). British Journal of Sports Medicine, 48(7), 491–497. https://aqmse.org/wp-content/uploads/2014/09/br-j-sports-med-2014-mountjoy-491-7.pdf
[3] Hackney, A. C. (2020). Hypogonadism in Exercising Males: Dysfunction or Adaptive-Regulatory Adjustment? Frontiers in Endocrinology, 11, 11. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC7005256
[4] Cadegiani, F. A., & Kater, C. E. (2019). Novel causes and consequences of overtraining syndrome: the EROS-DISRUPTORS study. BMC Sports Science, Medicine and Rehabilitation, 11, 21. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC6751688
[5] Villarroel López, P., Agudo-Ortega, A., & Juárez Santos-García, D. (2025). Characterization of the Profile of Hyrox© Athletes. Applied Sciences, 15(21), 11693. https://www.mdpi.com/2076-3417/15/21/11693
คำถามที่พบบ่อย
RED-S ต่างจาก Overtraining Syndrome อย่างไร?
RED-S เน้นที่ต้นเหตุด้านพลังงาน (กินไม่พอกับที่ใช้) ส่วน Overtraining Syndrome เน้นที่ความเครียดสะสมจากปริมาณการซ้อม ทั้งสองภาวะเกิดร่วมกันได้บ่อย และมีกลไกที่ทับซ้อนกันในระบบฮอร์โมนความเครียด
ต้องผอมมากถึงจะเป็น RED-S ไหม?
ไม่จำเป็น RED-S เกิดจากพลังงานที่ได้รับไม่พอเทียบกับที่ใช้ไป ไม่ใช่จากน้ำหนักตัวหรือรูปร่างภายนอก คนที่ดูฟิตและน้ำหนักปกติก็เป็น RED-S ได้ถ้าพลังงานสุทธิติดลบต่อเนื่อง
ผู้ชายที่เป็น RED-S จะรู้ตัวได้อย่างไร ถ้าไม่มีประจำเดือนเป็นสัญญาณ?
สังเกตจากความต้องการทางเพศที่ลดลง ผลงานการซ้อมที่แย่ลงทั้งที่ซ้อมหนักขึ้น หรือป่วยบ่อยกว่าปกติ หากสงสัยควรตรวจเทสโทสเตอโรนร่วมกับฮอร์โมนอื่นเพื่อยืนยัน
กิน RED-S ให้หายต้องเพิ่มอาหารเท่าไหร่?
ไม่มีตัวเลขตายตัวสำหรับทุกคน ขึ้นอยู่กับปริมาณการซ้อมและพลังงานที่ขาดไปเดิม แนะนำให้ประเมินร่วมกับแพทย์หรือนักโภชนาการที่เข้าใจความต้องการพลังงานของนักกีฬาโดยเฉพาะ ไม่ใช่ปรับเองตามความรู้สึก
อ่อนเพลียเรื้อรัง น้ำหนักขึ้น อารมณ์แปรปรวน อาจเป็นสัญญาณฮอร์โมนไม่สมดุล ทำแบบทดสอบฟรี 2 นาที
นัดตรวจที่ Thrive →