📞 095-934-9640 💬 LINE: @thrivewellnessth 🕐 เปิดทุกวัน 10:00-19:00
THRIVE
🏠 หน้าแรก 💉 วิตามินดริป └ 🧬 NAD+ Therapy 🔬 ตรวจสุขภาพ └ ⏱️ EpiSpan อายุชีวภาพ └ 📊 OligoScan └ 🤧 ภูมิแพ้เฉียบพลัน IgE └ 🧪 สมดุลลำไส้ Urine └ 👨‍👩‍👧 วางแผนมีบุตร 🫁 HBOT 🧠 สุขภาพใจ └ 💬 คุยกับนักบำบัด └ 🌸 Bach Flower Remedies └ ⚡ ภาวะหมดไฟ └ 📝 แบบทดสอบ └ 📖 รวมเรื่อง Mental Health 📚 คลังความรู้ 👥 เกี่ยวกับเรา ปรึกษาฟรี →

PID ภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ สาเหตุ อาการ ภาวะแทรกซ้อน และการรักษา

PID ภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ สาเหตุ อาการ ภาวะแทรกซ้อน และการรักษา
Thrive แนะนำ
Book your consultation at Thrive

Bangkok's functional medicine clinic — personalised care, science-backed.

นัดตรวจที่ Thrive →

🌿 Thrive Wellness Clinic · บทความสุขภาพโดยแพทย์

PID ภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ
สาเหตุ อาการ ภาวะแทรกซ้อน และการรักษา

PID ที่ไม่รักษา หรือเป็นซ้ำหลายครั้ง เพิ่มความเสี่ยงมีบุตรยากสูงถึง 14 เท่า — เข้าใจให้ถูก รักษาให้เร็ว ป้องกันก่อนสายเกินไป

6× เสี่ยงท้องนอกมดลูก
สูงขึ้น
14× เสี่ยงมีบุตรยาก
จากท่อนำไข่เสีย
50% PID เกิดจาก
Chlamydia
14 วัน รักษาด้วย
ยาปฏิชีวนะ
📞 โทรปรึกษาฟรี 💬 LINE @thrivewellnessth
PID ภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ สาเหตุ อาการ ภาวะแทรกซ้อน — Thrive Wellness Clinic ลาดพร้าว

PID คืออะไร — อวัยวะที่ได้รับผลกระทบ

ภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ หรือ PID (Pelvic Inflammatory Disease) คือ การอักเสบติดเชื้อในอวัยวะสืบพันธุ์ส่วนบนของผู้หญิง เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย — ส่วนใหญ่เริ่มจากปากมดลูก แล้วลุกลามขึ้นสู่อวัยวะชั้นบน

สิ่งที่ทำให้ PID อันตรายกว่าที่คิดคือ อาการบางรายเบามากจนไม่รู้ว่าป่วย (Subclinical PID) แต่พังโดยไม่รู้ตัว อาการที่เบาไม่ได้แปลว่าความเสียหายต่ออวัยวะน้อยกว่า

🫁
มดลูก (Uterus)
Endometritis — การอักเสบของเยื่อบุโพรงมดลูก
🔗
ท่อนำไข่ (Fallopian Tubes)
Salpingitis — เสี่ยงอุดตัน ทำให้มีบุตรยากและท้องนอกมดลูก
🥚
รังไข่ (Ovaries)
Oophoritis — อักเสบ อาจเกิดฝีร่วมกับท่อนำไข่ (TOA)
🩻
เนื้อเยื่อรอบข้าง
Peritonitis — อักเสบของเยื่อบุช่องท้อง กรณีรุนแรง
📊 ขนาดของปัญหา (Brunham RC et al. N Engl J Med. 2015):
PID เป็นการติดเชื้อของระบบสืบพันธุ์ที่พบบ่อยที่สุดในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ทั่วโลก ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและอนาคตการมีบุตร ความท้าทายหลักคืออาการไม่จำเพาะและมักวินิจฉัยช้า — ทำให้ภาวะแทรกซ้อนระยะยาวสูงกว่าที่ควร

สาเหตุหลัก — เชื้อแบคทีเรียที่ต้องรู้

PID ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด บางส่วนเกิดจาก Flora ปกติในช่องคลอดที่แพร่ขึ้นไปเมื่อมีโอกาส

เชื้อก่อโรคสัดส่วนลักษณะสำคัญ
Chlamydia trachomatis ~50% เงียบ ไม่มีอาการในหลายราย วินิจฉัยได้ด้วย NAAT swab
Neisseria gonorrhoeae ~15–25% อาการรุนแรงกว่า ตกขาวมากและมีกลิ่น ดื้อยาเพิ่มขึ้นทั่วโลก
Bacterial Vaginosis organisms
(Gardnerella, Anaerobes)
~25–35% เกิดจาก Flora ปกติ ไม่ใช่ STI — แต่ทำให้ PID รุนแรงขึ้น
Polymicrobial (หลายชนิดร่วมกัน) พบบ่อยใน TOA กรณีฝีท่อนำไข่-รังไข่ มักเป็นการติดเชื้อหลายชนิดพร้อมกัน
🔍 ทำไม PID จึงไม่ได้เกิดจาก STI เสมอไป?
ปากมดลูกทำหน้าที่เป็น "ด่านกั้น" ระหว่างช่องคลอดและมดลูก เมื่อด่านกั้นนี้อ่อนแอ — เช่น หลังใส่ห่วงอนามัย (IUD), คลอดบุตร, หรือทำหัตถการในมดลูก — แบคทีเรียปกติในช่องคลอดอาจแพร่ขึ้นไปได้โดยไม่ต้องอาศัย STI

อาการที่ต้องระวัง — จากเบาไปหนัก

อาการของ PID มีความหลากหลายมาก ตั้งแต่ไม่มีอาการเลยจนถึงเจ็บปวดรุนแรงเฉียบพลัน ความหลากหลายนี้เองที่ทำให้วินิจฉัยช้า

อาการที่พบบ่อย

ปวดท้องน้อยสองข้าง (อาการหลัก) ตกขาวผิดปกติ (สีเหลือง/เขียว/กลิ่นเหม็น) ปวดเมื่อมีเพศสัมพันธ์ (Dyspareunia) มีไข้ต่ำ (≥38°C) ปัสสาวะแสบขัด คลื่นไส้ อาเจียน ประจำเดือนมาผิดปกติ

อาการที่บ่งบอกความรุนแรง (ต้องพบแพทย์ทันที)

🚨 สัญญาณที่ต้องไปห้องฉุกเฉิน
ไข้สูง ≥39°C หนาวสั่น ปวดท้องรุนแรงเฉียบพลัน ทนไม่ได้ กดท้องแล้วเจ็บทั่ว (Guarding) สงสัยตั้งครรภ์ + ปวดท้องน้อย

อาการเหล่านี้อาจบ่งบอกว่ามี Tubo-ovarian Abscess (TOA), ท้องนอกมดลูกแตก หรือ Peritonitis — ต้องรักษาด้วยการผ่าตัดหรือยาทางหลอดเลือดดำในโรงพยาบาล โทร 1669 หรือ 095-934-9640 ทันที

⚠️ Subclinical PID — อาการเบา อันตรายไม่เบา

งานวิจัยพบว่า PID ที่มีอาการเบา (ไม่ปวดชัดเจน ไม่มีไข้) มีผลต่อท่อนำไข่ไม่น้อยกว่า PID ที่มีอาการรุนแรง เพราะมักไม่ได้รับการรักษา กลายเป็นการอักเสบเรื้อรังที่ค่อย ๆ ทำลายเนื้อเยื่อโดยที่ผู้ป่วยไม่รู้ตัว

ปัจจัยเสี่ยง — ใครควรระวังเป็นพิเศษ

PID ไม่ได้เกิดกับทุกคนเท่ากัน มีปัจจัยเฉพาะที่เพิ่มความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ

  • อายุน้อย (15–25 ปี) — ปากมดลูกยังพัฒนาไม่เต็มที่ เซลล์ Ectocervix บอบบาง เชื้อเข้าง่ายกว่า
  • เคยเป็น PID หรือ STI มาก่อน — ความเสียหายจากครั้งก่อนทำให้ภูมิกั้นอ่อนแอถาวร
  • ไม่ใช้ถุงยางอนามัย — ถุงยางลด STI risk ได้ ~50% และป้องกันสิ่งมีชีวิตแปลกปลอมขึ้นสู่มดลูก
  • มีคู่นอนหลายคน หรือคู่มีคู่นอนอื่น — เพิ่มโอกาสสัมผัส Chlamydia และ Gonorrhea
  • เพิ่งใส่ห่วงอนามัย (IUD) — ความเสี่ยงสูงสุดใน 3 สัปดาห์แรกหลังใส่ เพราะหัตถการเปิดทางให้แบคทีเรียเข้า
  • การสวนล้างช่องคลอด (Douching) — ทำลาย Flora ปกติ (Lactobacillus) ลด pH ป้องกันแบคทีเรียก่อโรค
  • ภูมิคุ้มกันต่ำ — จาก HIV, ยากดภูมิ, หรือภาวะ Adrenal Fatigue เรื้อรัง

วิธีวินิจฉัย — แพทย์ตรวจอะไรบ้าง

CDC กำหนดว่าควรเริ่มรักษา PID ทันทีที่ มีอาการปวดท้องน้อย + กดเจ็บที่ปากมดลูก/มดลูก/ท่อนำไข่ — ไม่ต้องรอผลแล็บทุกอย่างกลับมา เพราะการรักษาช้าทำให้ภาวะแทรกซ้อนสูงขึ้น

1
Pelvic Examination
ตรวจภายใน ประเมินการกดเจ็บที่ปากมดลูก มดลูก และท่อนำไข่ (CMT, UT tenderness, adnexal tenderness)
2
Vaginal Swab / NAAT
ตรวจหา Chlamydia และ Gonorrhea — ความแม่นยำ >95% ผลใน 24–48 ชั่วโมง
3
Ultrasound
ตรวจหา Tubo-ovarian Abscess (TOA), Hydrosalpinx และยืนยันว่าไม่ใช่ท้องนอกมดลูก
4
Blood Tests
CBC (WBC สูง), CRP/ESR (การอักเสบ), hCG (ตัดการตั้งครรภ์), Blood Culture ถ้าสงสัย Sepsis
5
Laparoscopy
Gold Standard — เห็นการอักเสบโดยตรง ใช้เฉพาะกรณีที่วินิจฉัยยาก หรือสงสัย Appendicitis
📌 หลักเกณฑ์วินิจฉัย (Curry A et al. Am Fam Physician. 2019, PMC5052677):
ผู้หญิงที่มีอาการปวดท้องน้อยและมีกดเจ็บบริเวณ CMT (Cervical Motion Tenderness) หรือ uterine/adnexal tenderness โดยที่ไม่มีสาเหตุอื่นอธิบายได้ ควรได้รับการรักษา PID empirically ทันที — เพราะความไวของการวินิจฉัยทางคลินิกต่ำ (ประมาณ 65–90%) แต่ผลของการรักษาช้ารุนแรงมาก

ภาวะแทรกซ้อน — ทำไม PID ถึงอันตราย

ภาวะแทรกซ้อนระยะยาวของ PID คือเหตุผลหลักว่าทำไมต้องรักษาเร็วและครบคอร์ส — ความเสียหายต่อท่อนำไข่เป็นสิ่งที่ย้อนกลับไม่ได้

6×
เสี่ยงท้องนอกมดลูกสูงขึ้น
จากท่อนำไข่ตีบหรืออุดตันบางส่วน ไข่ผ่านไม่ได้ แต่อสุจิผ่านได้
14×
เสี่ยงมีบุตรยากจากท่อนำไข่
ในกรณีเป็น PID ซ้ำ 3 ครั้งขึ้นไป (Westrom L, 1975)
1 ใน 5
มีอาการปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง
Chronic Pelvic Pain ที่นานกว่า 6 เดือน หลังจาก PID ครั้งแรก
ภาวะแทรกซ้อนกลไกป้องกันได้ถ้า...
Tubo-ovarian Abscess (TOA) ฝีก่อตัวในท่อนำไข่/รังไข่ ต้องผ่าตัดหรือยา IV รักษาก่อนฝีก่อตัว
ท้องนอกมดลูก (Ectopic Pregnancy) ท่อนำไข่เป็นแผลพังผืด ไข่ฝังตัวในท่อแทนมดลูก รักษา PID ครั้งแรกให้หายสนิท
ภาวะมีบุตรยาก (Tubal Infertility) ท่อนำไข่อุดตันถาวรจากพังผืด รักษาทันทีและครบ 14 วัน
Peritonitis / Sepsis การอักเสบแพร่ไปเยื่อบุช่องท้อง → ติดเชื้อในเลือด ไม่ปล่อยให้ TOA แตก
ปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง พังผืดในอุ้งเชิงกรานดึงรั้ง อวัยวะติดกัน รักษาครั้งแรกให้สมบูรณ์

การรักษา — ยาปฏิชีวนะและเกณฑ์เข้าโรงพยาบาล

การรักษา PID ต้องใช้ ยาปฏิชีวนะ 2 ชนิดร่วมกันเสมอ เพราะ PID มักเกิดจากเชื้อหลายชนิดพร้อมกัน การใช้ยาชนิดเดียวทำให้รักษาไม่ครบ

  • Dual-antibiotic ครบ 14 วัน (สำหรับกรณีไม่รุนแรง)
    CDC 2021 แนะนำ: Ceftriaxone 500 mg IM ครั้งเดียว + Doxycycline 100 mg 2×/วัน × 14 วัน ± Metronidazole 500 mg 2×/วัน × 14 วัน — ครบชุดเพื่อครอบคลุม Chlamydia, Gonorrhea และ Anaerobes
  • รักษาคู่นอนพร้อมกันเสมอ
    ถ้ารักษาผู้ป่วยแต่ไม่รักษาคู่ที่อาจมีเชื้อ — จะเกิดการติดเชื้อซ้ำทันทีหลังหยุดยา และเพิ่มโอกาสเชื้อดื้อยา
  • ไม่มีเพศสัมพันธ์ระหว่างรักษาและ 7 วันหลังคู่หายดี
    รวมถึงการงดแอลกอฮอล์ระหว่างใช้ Doxycycline เพราะลดการดูดซึม
  • กรณีที่ต้องเข้าโรงพยาบาล (IV antibiotics)
    ได้แก่: มีไข้สูง >38.5°C, สงสัย TOA, ตั้งครรภ์, ผ่าตัดไม่ตัดออก, ไม่ตอบสนองต่อยากินใน 72 ชั่วโมง, หรือไม่สามารถกินยาได้
  • ติดตามผล 72 ชั่วโมงหลังเริ่มยา
    ถ้าอาการดีขึ้น แสดงว่าเชื้อตอบสนองต่อยา ถ้าไม่ดีขึ้นใน 72 ชั่วโมง ต้องทบทวนการวินิจฉัยและพิจารณา IV antibiotics หรือ Imaging
⚠️ อย่าหยุดยาเองเมื่ออาการดีขึ้น

อาการดีขึ้นใน 2–3 วันไม่ได้แปลว่าเชื้อหายหมดแล้ว การหยุดยาก่อน 14 วันเป็นสาเหตุหลักของ PID ซ้ำ เชื้อดื้อยา และภาวะแทรกซ้อนระยะยาว

การป้องกัน PID

ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง ตรวจ Chlamydia/Gonorrhea ปีละครั้ง รักษา STI ให้หายขาดก่อนหยุด คู่นอนต้องรักษาพร้อมกัน หลีกเลี่ยงการสวนล้างช่องคลอด ตรวจสุขภาพสืบพันธุ์ประจำปี

บริการที่เกี่ยวข้องที่ Thrive Wellness Clinic

Thrive ดูแลสุขภาพหญิงแบบองค์รวม — ตั้งแต่ตรวจหาสาเหตุ ตรวจฮอร์โมน ไปจนถึงเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วขึ้น

ปวดท้องน้อยบ่อย ตกขาวผิดปกติ — ปรึกษาแพทย์ก่อนสายเกินไป

Thrive Wellness Clinic ลาดพร้าว พร้อมตรวจและให้คำปรึกษาด้านสุขภาพสืบพันธุ์ โดยแพทย์เฉพาะทาง ไม่ตัดสิน ดูแลด้วยความใส่ใจ

ปรึกษาสุขภาพสืบพันธุ์ฟรี 📞 โทรเลย

คำถามที่พบบ่อย

ภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ (PID) คืออะไร?

PID (Pelvic Inflammatory Disease) คือการอักเสบติดเชื้อในอวัยวะสืบพันธุ์ส่วนบนของผู้หญิง ได้แก่ มดลูก ท่อนำไข่ รังไข่ และเนื้อเยื่อรอบข้าง มักเกิดจากเชื้อ Chlamydia trachomatis หรือ Neisseria gonorrhoeae ที่แพร่จากปากมดลูกขึ้นสู่อวัยวะชั้นบน

อุ้งเชิงกรานอักเสบทำให้มีบุตรยากไหม?

ใช่ — PID เพิ่มความเสี่ยงมีบุตรยากอย่างมีนัยสำคัญ งานวิจัยของ Westrom (1975) พบว่าผู้หญิงที่เป็น PID มีความเสี่ยงมีบุตรยากจากท่อนำไข่เสียหายสูงกว่าปกติถึง 14× ในกรณีที่เป็นซ้ำหลายครั้ง และเสี่ยงท้องนอกมดลูก 6× เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่เคยเป็น PID การรักษาเร็วคือการป้องกันที่ดีที่สุด

อุ้งเชิงกรานอักเสบอาการเป็นอย่างไร?

อาการหลักคือปวดท้องน้อยสองข้าง (อาจปวดเพียงข้างเดียว) ร่วมกับตกขาวผิดปกติ (สีเหลือง เขียว หรือมีกลิ่น) มีไข้ต่ำ ปวดเมื่อมีเพศสัมพันธ์ และปวดเมื่อกดบริเวณมดลูก/ท่อนำไข่ ผู้ป่วยบางรายมีอาการเบา (Subclinical PID) ซึ่งอันตรายกว่าเพราะมักไม่ได้รับการวินิจฉัย

อุ้งเชิงกรานอักเสบรักษาหายไหม?

ใช่ — ถ้าวินิจฉัยและรักษาเร็ว PID หายได้ด้วยยาปฏิชีวนะ CDC แนะนำการรักษาแบบ Dual-antibiotic ต่อเนื่อง 14 วัน การหยุดยาเองก่อนครบคอร์สเป็นสาเหตุหลักของการเป็นซ้ำและภาวะแทรกซ้อน กรณีรุนแรง (ฝีท่อนำไข่-รังไข่ หรือ Tubo-ovarian Abscess) ต้องเข้าโรงพยาบาลรับยาทางหลอดเลือดดำ

ใครเสี่ยงเป็นอุ้งเชิงกรานอักเสบมากที่สุด?

กลุ่มเสี่ยงสูง ได้แก่ ผู้หญิงอายุ 15–25 ปี มีคู่นอนหลายคน เคยเป็น PID หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มาก่อน ไม่ใช้ถุงยางอนามัย และเพิ่งใส่ห่วงอนามัย (IUD) ภายใน 3 สัปดาห์

ป้องกันอุ้งเชิงกรานอักเสบได้อย่างไร?

การป้องกัน PID ที่ได้ผลที่สุดคือ: (1) ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง ลด STI risk ได้ ~50% (2) ตรวจคัดกรอง Chlamydia/Gonorrhea ปีละครั้ง หรือทุก 3–6 เดือนถ้าเปลี่ยนคู่บ่อย (3) รักษา STI ให้หายขาดก่อนหยุด (4) คู่นอนต้องรักษาพร้อมกัน (5) หลีกเลี่ยงการสวนล้างภายใน (Douching) ที่ทำลาย Flora ปกติของช่องคลอด

Thrive แนะนำ
Book your consultation at Thrive

Bangkok's functional medicine clinic — personalised care, science-backed.

นัดตรวจที่ Thrive →
พญ. ชนากานต์ ตระหง่านศรี หมอนุ่น แพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัยและโภชนาการ Thrive Wellness

พญ. ชนากานต์ ตระหง่านศรี

แพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัยและโภชนาการ

ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและโภชนาการ ดูแลการตรวจวิเคราะห์สุขภาพเชิงลึก พร้อมให้คำปรึกษาแผนสุขภาพเฉพาะบุคคลที่ Thrive Wellness Clinic

Anti-aging & Regenerative MedicineNutrition WellnessFunctional Medicine

ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของเรา

นัดหมายวันนี้ รับคำแนะนำเฉพาะบุคคลจากทีมแพทย์ Thrive