วิธีรับมือเมื่อเกิดอาการแพนิค ให้ผ่านพ้นได้โดยไม่ตื่นตระหนก
สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้
- อาการแพนิคเกิดจากระบบประสาทส่งสัญญาณฉุกเฉินผิดพลาด ไม่ใช่อันตรายถึงชีวิต
- การหายใจช้าลงต่ำกว่า 10 ครั้ง/นาที ช่วยหยุดวงจรของอาการได้เร็วที่สุด
- เทคนิค 5-4-3-2-1 ดึงสมองกลับมาใช้เหตุผล แทนการตอบสนองต่อสัญญาณฉุกเฉิน
- โรคแพนิค ≠ panic attack ครั้งเดียว — ต้องมีอาการซ้ำๆ จึงจะเข้าข่ายโรค
- CBT พิสูจน์แล้วว่าได้ผลสูง และให้ทักษะที่ใช้ได้ตลอดชีวิต
Bangkok's functional medicine clinic — personalised care, science-backed.
นัดตรวจที่ Thrive →วิธีรับมือเมื่อเกิดอาการแพนิค ให้ผ่านพ้นได้โดยไม่ตื่นตระหนก
สรุปสั้น
- อาการแพนิค (panic attack) คือสัญญาณฉุกเฉินของร่างกายที่ทำงานผิดพลาด — รู้สึกน่ากลัว แต่ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต
- วิธีที่ได้ผลเร็วที่สุดขณะเกิดอาการคือ "ชะลอการหายใจ" — ลดอัตราเหลือต่ำกว่า 10 ครั้งต่อนาที
- โรคแพนิค (Panic Disorder) ≠ panic attack ครั้งเดียว — ต้องมีอาการซ้ำๆ และความกลัวที่ตามมา
- CBT (จิตบำบัดเปลี่ยนความคิด-พฤติกรรม) มีหลักฐานสนับสนุนชัดเจนว่าได้ผล [3]
- หากอาการเกิดบ่อยหรือเริ่มหลีกเลี่ยงสถานที่ต่างๆ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่แค่ทนเอง
In this article
- โรคแพนิคคืออะไร
- ร่างกายเกิดอะไรขึ้นขณะแพนิค
- วิธีรับมือทันทีเมื่อเกิดอาการ
- โรคแพนิค vs โรควิตกกังวล ต่างกันอย่างไร
- เมื่อไหร่ควรพบผู้เชี่ยวชาญ
- มุมมองจากทีมนักบำบัดของ Thrive
- FAQ
พร้อมคุยกับผู้เชี่ยวชาญ? ปรึกษาทีม Thrive ฟรี → Thrive Wellness Center Bangkok — ดูแลสุขภาพใจ ด้วยวิธีที่เหมาะกับคุณ
อาการแพนิคคือการที่ร่างกายส่งสัญญาณ "อันตราย" ผิดพลาดอย่างรุนแรงและฉับพลัน โดยมักหายเองใน 10–20 นาที และแม้จะรู้สึกน่ากลัวมาก ไม่มีอาการใดที่เป็นอันตรายถึงชีวิต เมื่อรู้วิธีรับมือที่ถูกต้อง คุณสามารถผ่านพ้นอาการได้โดยไม่ตื่นตระหนก
โรคแพนิคคืออะไร
โรคแพนิค (Panic Disorder) คือภาวะที่มีอาการแพนิคเกิดขึ้นซ้ำๆ โดยไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน บวกกับความกลัวที่จะเกิดอาการอีก จนส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
ต้องแยกสองสิ่งนี้ให้ชัด:
- Panic Attack (อาการแพนิค) — เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งเดียว อาจเกิดได้กับทุกคน
- Panic Disorder (โรคแพนิค) — มีอาการซ้ำๆ + เริ่มหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่กลัวว่าจะเกิดอาการ
จากการวิเคราะห์ในวารสาร Lancet พบว่าโรคแพนิคมีความชุกตลอดชีวิตประมาณ 1.5–3.5% ในประชากรทั่วโลก [1] โดยพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 2 เท่า และมักเริ่มแสดงอาการในช่วงอายุ 20–30 ปี
ข้อเท็จจริงสำคัญ: อาการแพนิคไม่ใช่สัญญาณของหัวใจวาย แม้จะรู้สึกเจ็บหน้าอกหรือหัวใจเต้นเร็ว อาการเหล่านี้เกิดจากการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ ไม่ใช่โรคหัวใจ ในกรณีที่ไม่แน่ใจ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจแยกโรคก่อนเสมอ
ร่างกายเกิดอะไรขึ้นขณะแพนิค
เมื่อสมองส่งสัญญาณว่า "มีอันตราย" — แม้จะไม่มีอันตรายจริง — ร่างกายจะเข้าสู่โหมด Fight-or-Flight (สู้หรือหนี) ทันที
ฮอร์โมนความตื่นตัว (อะดรีนาลีน) หลั่งออกมาอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดอาการ:
- หัวใจเต้นเร็วและแรง
- หายใจเร็ว หรือรู้สึกหายใจไม่ออก
- มึนศีรษะ วิงเวียน
- มือ-เท้าชา หรือรู้สึกเหน็บ
- เหงื่อออก ตัวสั่น
- รู้สึกว่าสิ่งรอบข้าง "ไม่จริง" (derealisation)
- กลัวว่าจะตาย หรือกลัวว่าตัวเองกำลังบ้า
ประเด็นสำคัญ: การหายใจเร็วเกินไป (hyperventilation) ระหว่างอาการแพนิคทำให้ CO₂ ในเลือดลดลง ซึ่งยิ่งเพิ่มความรุนแรงของอาการทางร่างกาย [4] นี่คือเหตุผลว่าทำไมการควบคุมการหายใจจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรับมือ
อาการส่วนใหญ่จะถึงจุดสูงสุดภายใน 10 นาที และมักหายเองภายใน 20–30 นาที [1]
วิธีรับมือทันทีเมื่อเกิดอาการ
1. หายใจช้าลงก่อนทุกอย่าง
วิธีที่ได้รับการสนับสนุนจากงานวิจัยมากที่สุดคือ การหายใจแบบกระบังลม (diaphragmatic breathing) [5]
วิธีทำ:
- หายใจเข้าทางจมูก นับ 4 วินาที
- กลั้นหายใจ 1–2 วินาที
- หายใจออกทางปากช้าๆ นับ 6–8 วินาที
- ทำซ้ำ 5–10 รอบ
เป้าหมายคือลดอัตราการหายใจให้เหลือต่ำกว่า 10 ครั้งต่อนาที วิธีนี้ช่วยเพิ่ม CO₂ กลับเข้าสู่เลือด และหยุดวงจรอาการทางร่างกาย
2. เทคนิค 5-4-3-2-1 (Grounding)
เมื่อรู้สึกเหมือน "หลุดออกจากความเป็นจริง" ให้ใช้ประสาทสัมผัสดึงตัวเองกลับมา:
| รับรู้ | ทำอะไร |
|---|---|
| 5 อย่าง ที่มองเห็น | มองรอบๆ นับของที่เห็น |
| 4 อย่าง ที่สัมผัสได้ | กดนิ้วบนโต๊ะ จับพนักเก้าอี้ รู้สึกพื้น |
| 3 อย่าง ที่ได้ยิน | เสียงแอร์ เสียงรถ เสียงนาฬิกา |
| 2 อย่าง ที่ได้กลิ่น | กาแฟ ผ้า หรืออากาศรอบตัว |
| 1 อย่าง ที่ลิ้มรสได้ | น้ำ หรือหมากฝรั่ง |
เทคนิคนี้บังคับให้สมองส่วนหน้าที่ควบคุมเหตุผลกลับมาทำงาน แทนที่จะให้สัญญาณฉุกเฉินควบคุมทุกอย่าง
3. ยืนยันกับตัวเองอย่างเป็นขั้นตอน
ระหว่างอาการ ให้พูดหรือคิดในใจว่า:
- "นี่คืออาการแพนิค ไม่ใช่อันตรายจริง"
- "มันจะผ่านไปภายใน 10–20 นาที"
- "ฉันเคยผ่านสิ่งนี้มาแล้ว และมันก็ผ่านไปได้"
การไม่ต่อสู้กับอาการ — ยอมให้มันผ่านไป — ช่วยลดความรุนแรงได้มากกว่าการพยายามหยุดมัน [6]
4. อย่าหนีออกจากสถานการณ์ (ถ้าปลอดภัย)
การหนีออกทันทีจะยิ่งทำให้สมองเชื่อมโยงสถานที่นั้นกับ "อันตราย" และทำให้อาการรุนแรงขึ้นในระยะยาว หากปลอดภัย ให้พยายามอยู่ในสถานการณ์นั้นจนอาการผ่านไปก่อน
สำคัญ: ถ้าคุณมีโรคหัวใจหรือไม่แน่ใจว่าอาการที่เกิดขึ้นคืออะไร ควรพบแพทย์เพื่อแยกโรคก่อนเสมอ อย่าวินิจฉัยตัวเองโดยไม่ผ่านผู้เชี่ยวชาญ
โรคแพนิค vs โรควิตกกังวล ต่างกันอย่างไร
คำสองคำนี้มักใช้สลับกัน แต่จริงๆ แล้วต่างกันในแบบที่สำคัญ:
| โรคแพนิค | โรควิตกกังวลทั่วไป (GAD) | |
|---|---|---|
| ลักษณะ | อาการฉับพลัน รุนแรง 10–30 นาที | ความกังวลเรื้อรัง ตลอดเวลา |
| ตัวกระตุ้น | บ่อยครั้งไม่มีสาเหตุชัดเจน | มักมีสิ่งที่กังวลได้ชัด (งาน เงิน สุขภาพ) |
| กายภาพ | รุนแรงและฉับพลัน (หัวใจเต้นแรง หายใจไม่ออก) | เบากว่า เรื้อรังกว่า (กล้ามเนื้อตึง นอนไม่หลับ) |
| พฤติกรรม | หลีกเลี่ยงสถานที่/สถานการณ์ที่เคยเกิดอาการ | กังวลล่วงหน้า ชอบ "ตรวจสอบ" ซ้ำๆ |
| การรักษา | CBT + ฝึกรับมือกับอาการ | CBT + จัดการรูปแบบความกังวล |
ข้อเท็จจริงสำคัญ: คนที่มีโรคแพนิคหลายคนมีโรควิตกกังวลร่วมด้วย ผู้เชี่ยวชาญจะช่วยแยกแยะและวางแผนดูแลให้ตรงจุด [1]
เมื่อไหร่ควรพบผู้เชี่ยวชาญ
วิธีรับมือข้างต้นช่วยได้ในช่วงวิกฤต แต่ถ้าคุณมีอาการต่อไปนี้ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่แค่รับมือเองไปเรื่อยๆ:
- อาการแพนิคเกิดขึ้นบ่อยกว่า 1 ครั้งต่อเดือน
- เริ่ม หลีกเลี่ยงสถานที่หรือสถานการณ์ ที่เคยเกิดอาการ
- ความกลัวว่าจะเกิดอาการอีก รบกวนการทำงานหรือชีวิตประจำวัน
- ใช้แอลกอฮอล์หรือสิ่งอื่น เพื่อระงับความกลัว
- อาการเกิดขึ้น ขณะนอนหลับ (nocturnal panic attacks)
CBT (Cognitive Behavioral Therapy หรือจิตบำบัดเปลี่ยนความคิด-พฤติกรรม) คือการรักษาที่มีหลักฐานสนับสนุนมากที่สุด — งาน meta-analysis พบว่า CBT มีประสิทธิภาพสูงในการรักษาโรควิตกกังวลและแพนิค [3] ข้อดีคือผลลัพธ์ยาวนาน — CBT ให้ทักษะที่คุณนำไปใช้ได้เองตลอดชีวิต
มุมมองจากทีมนักบำบัดของ Thrive
ที่ Thrive Wellness Center กรุงเทพฯ เรามักพบว่าคนไข้หลายคนมาพบเราหลังจากใช้ชีวิตกับอาการแพนิคมาหลายปีโดยไม่รู้ว่าคืออะไร บางคนไปห้องฉุกเฉินหลายครั้งด้วยความกลัวว่าหัวใจจะวาย แต่ผลตรวจปกติทุกครั้ง
สิ่งที่เราเห็นบ่อยในคลินิก:
- ความไม่รู้เรื่องโรคเพิ่มความกลัว — เมื่อเข้าใจว่าร่างกายกำลังทำอะไร ความกลัวลดลงได้อย่างเห็นได้ชัด
- การหลีกเลี่ยงสะสมเร็วกว่าที่คิด — เริ่มจากหลีกเลี่ยงรถไฟฟ้า ลามไปถึงหลีกเลี่ยงที่ทำงานและงานสังคม
- การรักษาเร็วคือกุญแจ — ยิ่งเริ่มทำงานกับนักบำบัดเร็ว ยิ่งหยุดวงจรก่อนที่มันจะฝังรากลึก
แนวทางที่เราใช้ที่ Thrive คือการผสมผสานระหว่าง CBT กับการประเมินสุขภาพองค์รวม เพราะบางครั้งอาการแพนิคมีปัจจัยทางกายภาพร่วมด้วย เช่น ภาวะไทรอยด์ผิดปกติ หรือระดับแมกนีเซียมต่ำ ซึ่งส่งผลต่อระบบประสาทได้จริง
ปรึกษาฟรีได้ที่ LINE @thrivewellnessth หรือโทร 095-934-9640
References
[1] Craske MG, Stein MB (2016). Panic disorder. The Lancet, 388(10049), 1066–1073. https://doi.org/10.1016/S0140-6736(16)00015-4
[2] กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (2566). รายงานสุขภาพจิตคนไทย ปีงบประมาณ 2566 [Thai Mental Health Report FY2023]. กรมสุขภาพจิต. https://www.dmh.go.th
[3] Hofmann SG, Smits JA (2008). Cognitive-behavioral therapy for adult anxiety disorders: a meta-analysis of randomized placebo-controlled trials. Journal of Clinical Psychiatry, 69(4), 621–632. https://doi.org/10.4088/jcp.v69n0415
[4] Meuret AE, Ritz T (2010). Hyperventilation in panic disorder and asthma: Empirical evidence and clinical strategies. International Journal of Psychophysiology, 78(1), 68–79. https://doi.org/10.1016/j.ijpsycho.2010.05.006
[5] Ma X, Yue ZQ, Gong ZQ, et al. (2017). The Effect of Diaphragmatic Breathing on Attention, Negative Affect and Stress in Healthy Adults. Frontiers in Psychology, 8, 874. https://doi.org/10.3389/fpsyg.2017.00874
[6] Penninx BWJH, Pine DS, Holmes EA, Bhattacharya A (2021). Anxiety disorders. The Lancet, 397(10277), 914–927. https://doi.org/10.1016/S0140-6736(21)00359-7
คำถามที่พบบ่อย
โรคแพนิครักษาหายขาดได้ไหม?
ได้ในหลายกรณี โดยเฉพาะเมื่อได้รับการรักษาด้วย CBT อย่างเหมาะสม งานวิจัยพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลัง CBT 12–16 ครั้ง
ต้องกินยารักษาโรคแพนิคไหม?
ไม่จำเป็นเสมอไป CBT เพียงอย่างเดียวมีประสิทธิภาพสูงในอาการระดับเบาถึงปานกลาง ในกรณีที่อาการรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาร่วมกับ CBT ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ
แพนิค vs หัวใจวาย แยกยังไง?
อาการแพนิคมักถึงจุดสูงสุดใน 10 นาทีแล้วค่อยๆ ลดลง ขณะที่อาการหัวใจวายมักเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและอาจร้าวไปที่แขน คอ หรือขากรรไกร ถ้าไม่แน่ใจ ให้ไปพบแพทย์ทันที
แพนิคเกิดได้เฉพาะในที่แออัดจริงไหม?
ไม่จริง อาการสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ รวมถึงขณะนอนหลับอยู่บ้านตามลำพัง ตำแหน่งที่เกิดอาการขึ้นอยู่กับว่าสมองแต่ละคนเรียนรู้ว่าอะไรคือสัญญาณอันตราย
ถ้าเห็นคนใกล้ชิดเกิดอาการแพนิค ควรทำอะไร?
อยู่ใกล้ๆ พูดเสียงเบาๆ ว่า "ฉันอยู่นี่นะ" ช่วยนับลมหายใจด้วยกัน อย่าบอกให้อย่าคิดมาก และอย่าทำให้สถานการณ์น่าตื่นเต้นมากขึ้น เมื่ออาการผ่านไปแล้ว แนะนำให้ไปพบผู้เชี่ยวชาญ
Bangkok's functional medicine clinic — personalised care, science-backed.
นัดตรวจที่ Thrive →