📞 095-934-9640 💬 LINE: @thrivewellnessth 🕐 เปิดทุกวัน 10:00-19:00
THRIVE
🏠 หน้าแรก 💉 วิตามินดริป └ 🧬 NAD+ Therapy 🔬 ตรวจสุขภาพ └ ⏱️ EpiSpan อายุชีวภาพ └ 📊 OligoScan └ 🤧 ภูมิแพ้เฉียบพลัน IgE └ 🧪 สมดุลลำไส้ Urine └ 👨‍👩‍👧 วางแผนมีบุตร 🫁 HBOT 🧠 สุขภาพใจ └ 💬 คุยกับนักบำบัด └ 🌸 Bach Flower Remedies └ ⚡ ภาวะหมดไฟ └ 📝 แบบทดสอบ └ 📖 รวมเรื่อง Mental Health 📚 คลังความรู้ 👥 เกี่ยวกับเรา ปรึกษาฟรี →

ALA (Alpha Lipoic Acid) คืออะไร ช่วยอะไรได้จริงตามงานวิจัย

ภาพมาโครฟองอากาศในของเหลวสีทอง สื่อถึงกรดอัลฟาไลโปอิกซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ละลายได้ทั้งในน้ำและในไขมัน

สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้

  • ALA (alpha lipoic acid หรือกรดอัลฟาไลโปอิก) เป็นสารที่ร่างกายสร้างเองได้ ช่วยในการสร้างพลังงานของเซลล์ และทำหน้าที่ต้านอนุมูลอิสระ
  • หลักฐานที่ชัดที่สุดคือ ช่วยลดอาการปวดแสบร้อนและชาจากปลายประสาทเสื่อมในผู้ป่วยเบาหวาน ทั้งแบบให้ทางหลอดเลือดและแบบกิน
  • เรื่องลดน้ำหนัก การวิเคราะห์รวมพบว่าลดได้เฉลี่ยเพียงประมาณ 1.3 กิโลกรัมมากกว่ายาหลอก
  • โดยรวมปลอดภัยในงานวิจัย แต่มีรายงานกลุ่มอาการน้ำตาลต่ำจากภูมิคุ้มกัน (Hirata) ในบางคน ซึ่งรายงานส่วนใหญ่มาจากคนญี่ปุ่นที่มียีนบางแบบ
  • ALA ตัวนี้ ไม่ใช่ ALA ที่เป็นกรดไขมันโอเมก้า 3 (alpha-linolenic acid) ซึ่งเป็นสารคนละตัว
Thrive แนะนำ
IV Drip Therapy

วิตามินและแร่ธาตุทางหลอดเลือดดำ — Myers Cocktail, High-dose Vitamin C, และสูตรเฉพาะบุคคล

นัดตรวจที่ Thrive →

ALA (alpha lipoic acid) คือสารที่ร่างกายสร้างขึ้นเองในปริมาณน้อย ใช้ช่วยเซลล์สร้างพลังงาน และทำหน้าที่ต้านอนุมูลอิสระ [1] หลักฐานทางการแพทย์ที่ชัดที่สุดของ ALA คือการช่วยลดอาการปวดแสบร้อนและชาจากปลายประสาทเสื่อมในผู้ป่วยเบาหวาน [2][3]


ALA คืออะไร

ALA เป็นสารที่อยู่ใน ไมโทคอนเดรีย (โรงไฟฟ้าเล็กๆ ในเซลล์) ช่วยเปลี่ยนอาหารให้เป็นพลังงาน ร่างกายสร้างเองได้ และพบในอาหารบางชนิดในปริมาณน้อย [1]

ทำไม ALA จึงถูกพูดถึงในฐานะสารต้านอนุมูลอิสระ งานทบทวนจาก Linus Pauling Institute อธิบายว่า ALA [1]

  • จับอนุมูลอิสระได้โดยตรง
  • ช่วย ฟื้นระดับกลูตาไธโอน ในเซลล์ ซึ่งมักลดลงตามอายุ
  • ช่วยให้ร่างกายจัดการน้ำตาลได้ดีขึ้น

ลองนึกภาพทีมทำความสะอาดในเซลล์ ALA เป็นทั้งพนักงานที่เก็บขยะเอง และเป็นหัวหน้าที่ช่วยให้พนักงานคนอื่น เช่น กลูตาไธโอน กลับมาทำงานต่อได้

อย่าสับสน: "ALA" ในฉลากอาหารเสริมมี 2 ตัว คือ alpha lipoic acid (สารต้านอนุมูลอิสระ ที่บทความนี้พูดถึง) และ alpha-linolenic acid (กรดไขมันโอเมก้า 3 จากเมล็ดแฟลกซ์และเมล็ดเจีย) ควรดูชื่อเต็มบนฉลากทุกครั้ง

ข้อมูลส่วนใหญ่เรื่องกลไกมาจากการทดลองในเซลล์และสัตว์ [1] สิ่งที่สำคัญกว่าคือผลในคน ซึ่งอยู่ในหัวข้อถัดไป


ALA ช่วยอะไรได้บ้างตามงานวิจัย

1. ปลายประสาทเสื่อมจากเบาหวาน (หลักฐานชัดที่สุด) ปลายประสาทเสื่อมจากเบาหวานทำให้ปวดแสบร้อน เจ็บแปลบ หรือชาที่เท้าและมือ

  • แบบให้ทางหลอดเลือด: งานวิจัย SYDNEY ให้ ALA 600 มิลลิกรัมทางหลอดเลือดวันละครั้ง 14 ครั้ง พบว่าคะแนนอาการดีขึ้นเฉลี่ย 5.7 คะแนน เทียบกับ 1.8 คะแนนในกลุ่มยาหลอก [2] การวิเคราะห์รวม 15 งานวิจัยพบว่าการให้ 300 ถึง 600 มิลลิกรัมต่อวันนาน 2 ถึง 4 สัปดาห์ ช่วยให้การนำกระแสประสาทดีขึ้นโดยไม่พบผลข้างเคียงร้ายแรง [3]
  • แบบกิน: การวิเคราะห์รวม 10 งานวิจัย 1,242 คนพบว่า ALA ช่วยลดคะแนนอาการชาและปวดได้ และขนาดสูงให้ผลมากกว่า แต่ไม่ได้ทำให้ผลตรวจการนำกระแสประสาทดีขึ้น [4]

2. น้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2

  • การวิเคราะห์รวม 16 งานวิจัย 1,035 คนพบว่า ALA แบบกินลดค่าน้ำตาลสะสม (HbA1c) ไขมันไตรกลีเซอไรด์ และค่าการอักเสบได้ แต่ผลน้อยกว่าระดับที่ถือว่ามีความหมายทางคลินิก [6]
  • งานวิจัยของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 คนไทย 38 คน นาน 6 เดือน พบว่าน้ำตาลในเลือดมีแนวโน้มลดลงตามขนาดที่ได้รับ และผู้ป่วยทนต่อ ALA ได้ดี [9]
ความเชื่อ หลักฐานบอกอะไร
ALA ช่วยลดอาการชาจากเบาหวาน มีหลักฐานสนับสนุน ทั้งแบบดริปและแบบกิน [2][3][4]
ALA ช่วยคุมเบาหวานได้ ผลน้อย ใช้แทนยาเบาหวานไม่ได้ [6][9]
ALA ช่วยลดน้ำหนักได้มาก ผลน้อย เฉลี่ยประมาณ 1.3 กิโลกรัม [5]
ALA ทำให้ผิวขาวใส ยังไม่มีหลักฐานที่ดีในคน

ALA ช่วยลดน้ำหนักหรือทำให้ผิวใสได้จริงไหม

ลดน้ำหนัก การวิเคราะห์รวม 10 งานวิจัยแบบสุ่มที่เทียบกับยาหลอก พบว่ากลุ่มที่ได้ ALA น้ำหนักลดมากกว่ากลุ่มยาหลอกเฉลี่ยเพียง 1.27 กิโลกรัม และขนาดที่สูงขึ้นไม่ได้ทำให้ลดมากขึ้น [5] ผู้วิจัยเรียกผลนี้ว่า "เล็กน้อย" [5]

ผิวขาวใส ALA มักถูกขายคู่กับกลูตาไธโอนในโปรแกรมผิว เพราะช่วยฟื้นระดับกลูตาไธโอนในเซลล์ [1] แต่ตอนนี้ ยังไม่มีงานวิจัยในคนที่มีคุณภาพดีพอจะบอกได้ว่า ALA ทำให้ผิวขาวขึ้น เราจึงไม่แนะนำให้ใช้ ALA ด้วยเหตุผลนี้

ข้อสรุปที่ใช้ได้จริง: ถ้าเป้าหมายคือลดน้ำหนักหรือผิวสวย ALA ไม่ใช่คำตอบหลัก ประโยชน์ที่มีหลักฐานชัดของ ALA อยู่ที่อาการปลายประสาทจากเบาหวาน [2][4][5]


ALA แบบกินกับแบบดริป ต่างกันอย่างไร

แบบกิน แบบให้ทางหลอดเลือด (IV)
งานวิจัยหลัก ปลายประสาทเสื่อมจากเบาหวาน น้ำตาล น้ำหนัก [4][5][6] ปลายประสาทเสื่อมจากเบาหวาน [2][3]
ขนาดในงานวิจัย 600 ถึง 1,800 มิลลิกรัมต่อวัน [4] 300 ถึง 600 มิลลิกรัมต่อวัน นาน 2 ถึง 4 สัปดาห์ [3]
ข้อดี สะดวก ใช้ต่อเนื่องที่บ้านได้ ได้ระดับในเลือดแน่นอน งานวิจัยบางชิ้นเห็นผลเร็ว [2]
ข้อควรคำนึง ต้องกินต่อเนื่อง ต้องมาคลินิก และควรให้โดยแพทย์

การเลือกแบบไหนควรขึ้นกับเหตุผลทางการแพทย์ เช่น อาการปลายประสาทที่เป็นอยู่ ไม่ใช่เพราะคิดว่าดริปดีกว่าเสมอ


ข้อควรระวังและใครไม่ควรใช้ ALA

โดยรวมปลอดภัยในงานวิจัย การวิเคราะห์รวม 71 งานวิจัย 4,749 คนพบว่า ALA ไม่เพิ่มความเสี่ยงผลข้างเคียงเมื่อเทียบกับยาหลอก [7]

แต่มีข้อควรระวังสำคัญ

  • กลุ่มอาการ Hirata (Insulin Autoimmune Syndrome): ภาวะที่ร่างกายสร้างภูมิต้านอินซูลินของตัวเอง ทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำเป็นพักๆ รายงานส่วนใหญ่มาจากคนญี่ปุ่นที่มียีน HLA บางแบบ และมีรายงานในคนที่กิน ALA 600 มิลลิกรัมต่อวัน อาการเริ่มหลังกิน 1 ถึง 4 เดือน และดีขึ้นเมื่อหยุด ALA [8] ถ้ากิน ALA แล้วมีอาการใจสั่น เหงื่อแตก หิวมาก มือสั่น หรือสับสน ควรหยุดและพบแพทย์
  • คนที่กินยาเบาหวาน: ALA อาจทำให้น้ำตาลลดลงเพิ่ม [6] ควรแจ้งแพทย์ก่อนใช้
  • ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร: ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
  • อาการไม่พึงประสงค์ที่อาจพบ: คลื่นไส้ ไม่สบายท้อง ผื่น

คำเตือน: อาการน้ำตาลต่ำจากกลุ่มอาการ Hirata อาจถูกมองข้าม เพราะเกิดได้ในคนที่ไม่ได้ใช้อินซูลินหรือยาลดน้ำตาลเลย ถ้ากิน ALA อยู่และมีอาการน้ำตาลต่ำ ให้บอกแพทย์ด้วยว่ากิน ALA [8]


มุมมองจากทีมแพทย์ Thrive

ที่ Thrive Wellness Clinic เราเจอคนไข้หลายคนที่ได้ยินว่า ALA เป็น "สารต้านอนุมูลอิสระตัวแม่" แล้วอยากเติมในดริปทุกครั้ง หรือซื้อมากินคู่กับกลูตาไธโอนเพื่อผิว

แนวทางของเราคือ เข้าใจก่อนดูแล เราดูก่อนว่าคุณมีเหตุผลทางการแพทย์ที่ ALA มีหลักฐานรองรับหรือไม่ เช่น อาการชาปลายมือปลายเท้า ดูยาที่กินอยู่ และประวัติน้ำตาลในเลือด ถ้าไม่มีข้อบ่งชี้ชัดเจน เราจะบอกตรงๆ ว่าไม่จำเป็น

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษา หากคุณมีโรคประจำตัว ตั้งครรภ์ หรือกินยาเป็นประจำ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มอาหารเสริม


References

[1] Shay, K. P., Moreau, R. F., Smith, E. J., Smith, A. R., & Hagen, T. M. (2009). Alpha-lipoic acid as a dietary supplement: molecular mechanisms and therapeutic potential. Biochimica et Biophysica Acta, 1790(10), 1149–1160. https://doi.org/10.1016/j.bbagen.2009.07.026

[2] Ametov, A. S., Barinov, A., Dyck, P. J., Hermann, R., Kozlova, N., Litchy, W. J., Low, P. A., Nehrdich, D., et al. (2003). The sensory symptoms of diabetic polyneuropathy are improved with alpha-lipoic acid: the SYDNEY trial. Diabetes Care, 26(3), 770–776. https://doi.org/10.2337/diacare.26.3.770

[3] Han, T., Bai, J., Liu, W., & Hu, Y. (2012). A systematic review and meta-analysis of α-lipoic acid in the treatment of diabetic peripheral neuropathy. European Journal of Endocrinology, 167(4), 465–471. https://doi.org/10.1530/EJE-12-0555

[4] Hsieh, R. Y., Huang, I. C., Chen, C., & Sung, J. Y. (2023). Effects of oral alpha-lipoic acid treatment on diabetic polyneuropathy: A meta-analysis and systematic review. Nutrients, 15(16), 3634. https://doi.org/10.3390/nu15163634

[5] Kucukgoncu, S., Zhou, E., Lucas, K. B., & Tek, C. (2017). Alpha-lipoic acid (ALA) as a supplementation for weight loss: results from a meta-analysis of randomized controlled trials. Obesity Reviews, 18(5), 594–601. https://doi.org/10.1111/obr.12528

[6] Jibril, A. T., Jayedi, A., & Shab-Bidar, S. (2022). Efficacy and safety of oral alpha-lipoic acid supplementation for type 2 diabetes management: a systematic review and dose-response meta-analysis of randomized trials. Endocrine Connections, 11(10), e220322. https://doi.org/10.1530/EC-22-0322

[7] Fogacci, F., Rizzo, M., Krogager, C., Kennedy, C., Georges, C. M. G., Knežević, T., Liberopoulos, E., Vallée, A., et al. (2020). Safety evaluation of α-lipoic acid supplementation: A systematic review and meta-analysis of randomized placebo-controlled clinical studies. Antioxidants, 9(10), 1011. https://doi.org/10.3390/antiox9101011

[8] Gullo, D., Evans, J. L., Sortino, G., Goldfine, I. D., & Vigneri, R. (2014). Insulin autoimmune syndrome (Hirata Disease) in European Caucasians taking α-lipoic acid. Clinical Endocrinology, 81(2), 204–209. https://doi.org/10.1111/cen.12334

[9] Porasuphatana, S., Suddee, S., Nartnampong, A., Konsil, J., Harnwong, B., & Santaweesuk, A. (2012). Glycemic and oxidative status of patients with type 2 diabetes mellitus following oral administration of alpha-lipoic acid: a randomized double-blinded placebo-controlled study [ผลของ ALA ต่อระดับน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 คนไทย คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น]. Asia Pacific Journal of Clinical Nutrition, 21(1), 12–21. PMID: 22374556. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/22374556/

คำถามที่พบบ่อย

ALA กับกลูตาไธโอน ต่างกันอย่างไร

กลูตาไธโอนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระหลักในเซลล์ ส่วน ALA ช่วยฟื้นระดับกลูตาไธโอนในเซลล์ อ่านเรื่องกลูตาไธโอนเพิ่มได้ที่ กลูตาไธโอนคืออะไร

ALA ควรกินตอนไหน กินเท่าไหร่

งานวิจัยในผู้ป่วยปลายประสาทเสื่อมใช้ 600 ถึง 1,800 มิลลิกรัมต่อวัน แต่ขนาดที่เหมาะกับแต่ละคนขึ้นกับเหตุผลที่ใช้และยาที่กินอยู่ ควรให้แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำ

ไม่ได้เป็นเบาหวาน กิน ALA มีประโยชน์ไหม

หลักฐานในคนส่วนใหญ่ทำในผู้ป่วยเบาหวานหรือคนน้ำหนักเกิน สำหรับคนสุขภาพดีทั่วไปยังไม่มีหลักฐานชัดว่าได้ประโยชน์

ดริป ALA ปลอดภัยไหม

งานวิจัยที่ให้ ALA 300 ถึง 600 มิลลิกรัมทางหลอดเลือดไม่พบผลข้างเคียงร้ายแรง แต่ควรให้โดยแพทย์ที่ซักประวัติยาและโรคประจำตัวก่อน

ALA จากอาหารได้พอไหม

ร่างกายสร้าง ALA เองได้ และพบในอาหารในปริมาณน้อย ขนาดที่ใช้ในงานวิจัยสูงกว่าที่ได้จากอาหารมาก จึงไม่ควรเทียบกัน

Thrive แนะนำ
IV Drip Therapy

วิตามินและแร่ธาตุทางหลอดเลือดดำ — Myers Cocktail, High-dose Vitamin C, และสูตรเฉพาะบุคคล

นัดตรวจที่ Thrive →
พญ. ชนากานต์ ตระหง่านศรี หมอนุ่น แพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัยและโภชนาการ Thrive Wellness

พญ. ชนากานต์ ตระหง่านศรี

แพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัยและโภชนาการ

ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและโภชนาการ ดูแลการตรวจวิเคราะห์สุขภาพเชิงลึก พร้อมให้คำปรึกษาแผนสุขภาพเฉพาะบุคคลที่ Thrive Wellness Clinic

Anti-aging & Regenerative MedicineNutrition WellnessFunctional Medicine

ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของเรา

นัดหมายวันนี้ รับคำแนะนำเฉพาะบุคคลจากทีมแพทย์ Thrive