📞 095-934-9640 💬 LINE: @thrivewellnessth 🕐 เปิดทุกวัน 10:00-19:00
THRIVE
🏠 หน้าแรก 💉 วิตามินดริป └ 🧬 NAD+ Therapy 🔬 ตรวจสุขภาพ └ ⏱️ EpiSpan อายุชีวภาพ └ 📊 OligoScan └ 🤧 ภูมิแพ้เฉียบพลัน IgE └ 🧪 สมดุลลำไส้ Urine └ 👨‍👩‍👧 วางแผนมีบุตร 🫁 HBOT 🧠 สุขภาพใจ └ 💬 คุยกับนักบำบัด └ 🌸 Bach Flower Remedies └ ⚡ ภาวะหมดไฟ └ 📝 แบบทดสอบ └ 📖 รวมเรื่อง Mental Health 📚 คลังความรู้ 👥 เกี่ยวกับเรา ปรึกษาฟรี →

สูตร 220 ลบอายุ แม่นแค่ไหน? ทำไมโซนหัวใจที่คุณคำนวณอาจผิดถึง 15 ครั้ง/นาที

ผู้หญิงไทยวัย 30 ปลายยืนอยู่ในสวนสาธารณะกรุงเทพฯ ตอนเช้า มองนาฬิกาสมาร์ตวอทช์ที่ข้อมือด้วยสีหน้าครุ่นคิด หลังวิ่งจ๊อกกิ้งเสร็จ แสงธรรมชาติยามเช้า

สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้

  • สูตร "220 ลบอายุ" ที่ใช้กันแพร่หลาย มีค่าคลาดเคลื่อนเฉลี่ย 10–15 ครั้งต่อนาที (bpm) เพราะไม่ได้มาจากงานวิจัยที่ควบคุมอย่างเป็นระบบตั้งแต่แรก
  • สูตร Tanaka (208 − 0.7×อายุ) มาจากงานวิเคราะห์ข้อมูลรวมของ 351 การศึกษา กว่า 18,712 คน และแม่นยำกว่าสูตรเดิมอย่างมีนัยสำคัญ
  • สูตร Karvonen ที่นำ Resting Heart Rate มาคำนวณร่วมด้วย (สูตรที่ Whoop ใช้) สะท้อนความฟิตของแต่ละคนได้ดีกว่าสูตรที่ใช้แค่อายุอย่างเดียว
  • นาฬิกาข้อมือวัดชีพจรคลาดเคลื่อนได้มากขึ้นช่วงที่หัวใจเต้นเปลี่ยนเร็ว (เช่น ตอนเริ่มวิ่งหรือเร่งความเร็ว) เมื่อเทียบกับสายรัดอก
  • วิธีที่แม่นที่สุดคือการตรวจวัดจริงด้วย Exercise Stress Test (EST) ที่คลินิก ไม่ใช่การคำนวณจากสูตรใดสูตรหนึ่ง
Thrive แนะนำ
Health Check-Up

ตรวจสุขภาพประจำปีครบวงจร — blood panel, lipid profile, และการประเมินสุขภาพเชิงป้องกัน

นัดตรวจที่ Thrive →

สูตร "220 ลบอายุ" ที่หลายคนใช้คำนวณโซนหัวใจสำหรับออกกำลังกาย มีค่าคลาดเคลื่อนเฉลี่ย 10–15 ครั้งต่อนาทีเมื่อเทียบกับอัตราการเต้นหัวใจสูงสุดที่วัดได้จริง เพราะสูตรนี้ไม่ได้มาจากงานวิจัยที่ควบคุมอย่างเป็นระบบ แต่เป็นเส้นแนวโน้มที่คร่าวๆ จากข้อมูลเก่าเมื่อกว่า 50 ปีก่อน

สูตร 220 ลบอายุ มาจากไหน ทำไมไม่แม่น

สูตร Maximum Heart Rate = 220 − อายุ ถูกคิดขึ้นโดย Fox, Naughton และ Haskell ในปี 1971 โดยนำข้อมูลคร่าวๆ จากงานวิจัยที่เคยตีพิมพ์ราว 10 ฉบับมาลากเส้นแนวโน้มเอง ไม่ได้มาจากการทดลองที่ออกแบบมาเพื่อหาสูตรนี้โดยเฉพาะ

นี่คือจุดที่หลายคนไม่รู้: ค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐาน (standard error) ของสูตรนี้อยู่ที่ประมาณ ±10–12 bpm สำหรับแต่ละบุคคล ซึ่งหมายความว่าอาจผิดได้มากกว่าหนึ่งโซนหัวใจเต็มๆ และสำหรับผู้สูงอายุ ค่าประมาณที่ได้อาจคลาดเคลื่อนไปได้มากถึง 40 bpm ในบางกรณี

Key finding: ความคลาดเคลื่อนของสูตร 220 ลบอายุ ไม่ได้กระจายแบบสุ่ม แต่มีแนวโน้มประเมิน Max Heart Rate ของคนอายุน้อยต่ำกว่าความจริง และประเมินของคนอายุมากสูงกว่าความจริง ทำให้การวางแผนโซนหัวใจฝึกซ้อมคลาดเคลื่อนไปในทิศทางที่ต่างกันตามช่วงอายุ

สูตรที่แม่นกว่า: Tanaka และ Karvonen (Resting Heart Rate)

สูตร Tanaka (Max HR = 208 − 0.7 × อายุ) พัฒนาโดย Hirofumi Tanaka และคณะ ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of the American College of Cardiology ปี 2001 มาจากงานวิเคราะห์ข้อมูลรวม (meta-analysis) ของ 351 การศึกษา รวมกลุ่มตัวอย่างกว่า 18,712 คน อายุตั้งแต่ 20–86 ปี และผ่านการทดสอบยืนยันซ้ำในกลุ่มตัวอย่าง 514 คนที่วัดค่าจริงในห้องปฏิบัติการ [1] ถือเป็นสูตรที่มีหลักฐานรองรับหนักแน่นที่สุดในบรรดาสูตรคำนวณจากอายุอย่างเดียว

สูตร Karvonen เพิ่มตัวแปรที่สูตรอื่นไม่มี นั่นคือ Resting Heart Rate (ชีพจรขณะพัก) เข้ามาในการคำนวณ:

Target HR = ((Max HR − Resting HR) × %ความหนักที่ต้องการ) + Resting HR

เหตุผลที่สูตรนี้แม่นกว่าสำหรับการวางแผนซ้อมจริง คือ Resting Heart Rate สะท้อนความฟิตพื้นฐานของแต่ละคนโดยตรง คนที่ฟิตกว่ามักมี Resting Heart Rate ต่ำกว่า และสูตรนี้จะปรับโซนหัวใจให้เหมาะกับระดับความฟิตนั้น ไม่ใช่ใช้อายุอย่างเดียวเหมือนสูตร Tanaka หรือ 220 ลบอายุ — นี่คือสูตรที่อุปกรณ์ติดตามสุขภาพอย่าง Whoop นำไปใช้เป็นพื้นฐานในการคำนวณโซนหัวใจให้ผู้ใช้งาน

โซนหัวใจ 1-5 คืออะไร ใช้ยังไง

โซนหัวใจแบ่งตามเปอร์เซ็นต์ของ Max Heart Rate ออกเป็น 5 ระดับ แต่ละโซนให้ผลต่อร่างกายต่างกัน:

  • โซน 1 (50–60%): ฟื้นตัว เผาผลาญไขมันเป็นสัดส่วนสูง เหมาะกับวันพักหรือวอร์มอัพ
  • โซน 2 (60–70%): สร้างฐานความอึด (Aerobic Base) พูดคุยได้ขณะออกกำลังกาย
  • โซน 3 (70–80%): ระดับปานกลาง เริ่มหายใจแรงขึ้น
  • โซน 4 (80–90%): หนัก พัฒนาความสามารถแอโรบิกขั้นสูง
  • โซน 5 (90–100%): หนักที่สุด ใช้ได้ในช่วงสั้นๆ เท่านั้น

ค่า VO2Max (ปริมาณออกซิเจนสูงสุดที่ร่างกายใช้ได้ต่อนาที) เชื่อมโยงโดยตรงกับโซนหัวใจเหล่านี้ เพราะการฝึกในแต่ละโซนกระตุ้นระบบพลังงานที่ต่างกัน และ VO2Max ที่สูงขึ้นเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสมรรถภาพร่างกายที่มีหลักฐานเชื่อมโยงกับสุขภาพในระยะยาวชัดเจนที่สุด งานวิเคราะห์ข้อมูลรวมในวารสาร JAMA ที่รวมข้อมูลจาก 33 การศึกษา กลุ่มตัวอย่างกว่า 100,000 คน พบว่า ทุกๆ 1-MET ที่เพิ่มขึ้นของสมรรถภาพหัวใจและปอด สัมพันธ์กับความเสี่ยงเสียชีวิตจากทุกสาเหตุที่ลดลง 13% และความเสี่ยงโรคหัวใจลดลง 15% [2] และการศึกษาขนาดใหญ่จาก Cleveland Clinic ที่ติดตามผู้เข้ารับการทดสอบวิ่งสายพานกว่า 122,007 คน พบว่า VO2Max เป็นตัวทำนายการรอดชีวิตที่ทรงพลังที่สุดตัวหนึ่งที่พบในการศึกษานั้น [3]

ทำไมการตรวจ EST ที่คลินิกแม่นกว่าการคำนวณ

ไม่ว่าจะใช้สูตรไหน สูตรคำนวณทุกสูตรยังเป็นเพียงการประมาณจากค่าเฉลี่ยของประชากร ไม่ใช่ค่าจริงของแต่ละบุคคล

การตรวจ Exercise Stress Test (EST) หรือวิ่งสายพานที่คลินิก คือการวัด Max Heart Rate และ VO2Max ของตัวเองจริงๆ ขณะออกแรงภายใต้การดูแลของแพทย์ ไม่ใช่การประมาณจากอายุ ทำให้ได้ค่าที่แม่นยำเฉพาะบุคคล และในขณะเดียวกันก็เป็นการตรวจคัดกรองว่าหัวใจขาดเลือดขณะออกแรงหรือไม่ไปพร้อมกันด้วย ซึ่งเป็นประโยชน์ที่สูตรคำนวณให้ไม่ได้เลย

สำหรับใครที่กำลังวางแผนซ้อมหนักหรือมีอายุ 40 ปีขึ้นไปและไม่เคยตรวจหัวใจขณะออกแรงมาก่อน การตรวจ EST ก่อนเริ่มโปรแกรมฝึกซ้อมหนักจึงให้ประโยชน์สองต่อ ทั้งโซนหัวใจที่แม่นยำสำหรับวางแผนซ้อม และความมั่นใจว่าหัวใจพร้อมสำหรับความหนักที่วางแผนไว้

นาฬิกาข้อมือวัดหัวใจแม่นแค่ไหน เทียบกับสายรัดอก

อุปกรณ์วัดชีพจรที่นิยมใช้กันมี 2 แบบหลักคือ นาฬิกาข้อมือ (ใช้เทคโนโลยี PPG วัดผ่านผิวหนัง) และสายรัดอก (วัดสัญญาณไฟฟ้าจากหัวใจโดยตรงเหมือน EKG)

งานวิจัยตีพิมพ์ในวารสาร JMIR Cardio ปี 2025 ที่เปรียบเทียบอุปกรณ์วัดชีพจรหลายแบบกับสายรัดอกมาตรฐาน (Polar H10) พบว่า อุปกรณ์ข้อมือมีความแม่นยำลดลงอย่างชัดเจนในช่วงที่หัวใจเต้นเปลี่ยนแปลงเร็ว เช่น ตอนเริ่มวิ่งหรือเร่งความเร็วกะทันหัน ขณะที่อุปกรณ์ที่รัดกับต้นแขนหรือสายรัดอกยังคงความแม่นยำสูงกว่าในสถานการณ์เดียวกัน [4]

สำคัญ: สำหรับการออกกำลังกายทั่วไปแบบคงที่ (steady-state) นาฬิกาข้อมือรุ่นใหม่ให้ค่าที่ใช้งานได้ดีพอสมควร แต่ถ้าต้องการความแม่นยำสูงสำหรับการฝึกซ้อมแบบ interval ที่เปลี่ยนความหนักบ่อย สายรัดอกยังคงให้ผลที่น่าเชื่อถือกว่า

สิ่งที่แพทย์ Thrive แนะนำ

"คนไข้จำนวนมากใช้สูตรคำนวณจากแอปหรือนาฬิกาโดยไม่รู้ว่ามีความคลาดเคลื่อนได้มากขนาดไหน ซึ่งสำหรับคนทั่วไปที่ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ความคลาดเคลื่อนระดับนี้อาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่สำหรับคนที่วางแผนซ้อมหนักจริงจัง หรือมีอายุมากขึ้นและมีปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจร่วมด้วย การตรวจวัดค่าจริงด้วย EST จะให้ทั้งโซนหัวใจที่แม่นยำและความมั่นใจด้านความปลอดภัยไปพร้อมกัน ซึ่งสูตรคำนวณให้ไม่ได้"

— นายแพทย์พิจักษณ์ วงศ์วิศิษฎ์ (หมอบาย), Preventive & Regenerative Medicine, Thrive Wellness Center

References

[1] Tanaka, H., Monahan, K. D., & Seals, D. R. (2001). Age-predicted maximal heart rate revisited. Journal of the American College of Cardiology, 37(1), 153–156. https://www.jacc.org/doi/10.1016/S0735-1097(00)01054-8

[2] Kodama, S., Saito, K., Tanaka, S., et al. (2009). Cardiorespiratory fitness as a quantitative predictor of all-cause mortality and cardiovascular events in healthy men and women: a meta-analysis. JAMA, 301(19), 2024–2035. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/19454641/

[3] Mandsager, K., Harb, S., Cremer, P., et al. (2018). Association of Cardiorespiratory Fitness With Long-Term Mortality Among Adults Undergoing Exercise Treadmill Testing. JAMA Network Open, 1(6), e183605. https://www.jacc.org/doi/10.1016/j.jacc.2018.06.045

[4] Wrist-Worn and Arm-Worn Wearables for Monitoring Heart Rate During Sedentary and Light-to-Vigorous Physical Activities: Device Validation Study. (2025). JMIR Cardio, 9, e67110. https://cardio.jmir.org/2025/1/e67110/

[5] Karvonen, M. J., Kentala, E., & Mustala, O. (1957). The effects of training on heart rate; a longitudinal study. Annales Medicinae Experimentalis et Biologiae Fenniae, 35(3), 307–315. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/13470504/


คำถามที่พบบ่อย

ถ้าไม่เคยตรวจ EST มาก่อน ใช้สูตรไหนคำนวณโซนหัวใจได้ดีที่สุด?

สำหรับการออกกำลังกายทั่วไป สูตร Tanaka (208 − 0.7×อายุ) แม่นยำกว่าสูตร 220 ลบอายุ และถ้ารู้ค่า Resting Heart Rate ของตัวเอง (วัดตอนตื่นนอนก่อนลุกจากเตียง) การใช้สูตร Karvonen ร่วมด้วยจะสะท้อนความฟิตส่วนบุคคลได้แม่นยำขึ้นอีก

นาฬิกาสมาร์ตวอทช์วัดโซนหัวใจผิดได้มากแค่ไหน?

ความคลาดเคลื่อนแตกต่างกันไปตามยี่ห้อและสถานการณ์ โดยงานวิจัยพบว่าอุปกรณ์ข้อมือมีความคลาดเคลื่อนเพิ่มขึ้นชัดเจนในช่วงที่หัวใจเต้นเปลี่ยนเร็ว ถ้าต้องการความแม่นยำสูงสุดสำหรับการฝึกซ้อมจริงจัง ควรพิจารณาใช้สายรัดอกร่วมด้วย

ควรตรวจ EST ตอนไหน จำเป็นแค่ไหนสำหรับคนที่ออกกำลังกายอยู่แล้ว?

คนที่ออกกำลังกายเป็นประจำอยู่แล้วโดยไม่มีอาการผิดปกติ อาจไม่จำเป็นต้องตรวจ EST ทุกปี แต่ถ้าอายุ 40 ปีขึ้นไป กำลังจะเริ่มโปรแกรมซ้อมหนักขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หรือมีปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาตรวจก่อนเริ่มโปรแกรม

VO2Max ต่ำ อันตรายไหม ปรับปรุงได้หรือไม่?

VO2Max สามารถพัฒนาได้ด้วยการฝึกซ้อมแบบแอโรบิกอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการฝึกในโซนหัวใจ 2 และ 4 สลับกัน ค่า VO2Max ต่ำเพียงอย่างเดียวไม่ได้แปลว่าเป็นโรค แต่เป็นตัวชี้วัดที่ควรปรับปรุงเพื่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดในระยะยาว ควรปรึกษาแพทย์หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความเหมาะสมของโปรแกรมออกกำลังกาย

Thrive แนะนำ
Health Check-Up

ตรวจสุขภาพประจำปีครบวงจร — blood panel, lipid profile, และการประเมินสุขภาพเชิงป้องกัน

นัดตรวจที่ Thrive →
นายแพทย์พิจักษณ์ วงศ์วิศิษฎ์ หมอบาย Thrive Wellness Clinic

นายแพทย์พิจักษณ์ วงศ์วิศิษฎ์

Preventive & Regenerative Medicine (หมอบาย)

หมอบายดูแลด้วยมุมมอง Preventive Medicine — เชื่อมโยงผลฮอร์โมนและวิตามินเข้ากับพันธุกรรมและไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน เพื่อวางแผนชะลอความเสื่อมและป้องกันปัญหาสุขภาพตั้งแต่เนิ่น ๆ ไม่ใช่แค่ดูตัวเลขแยกส่วน

Preventive MedicineHormone BalanceRegenerative MedicineGenetic Counseling

ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของเรา

นัดหมายวันนี้ รับคำแนะนำเฉพาะบุคคลจากทีมแพทย์ Thrive